วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ชายตัดฟืน

ในครั้งอดีตกาล มีเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อคันธเศรษฐี ทราบว่ามีสมบัติอยู่ในสกุลเป็นอันมาก เขาเห็นว่าทรัพย์ที่บรรพบุรุษสั่งสม ไว้เหล่านั้น เมื่อตายแล้วก็เอาติดตัวไปไม่ได้ คนที่แสวงหาทรัพย์ไว้ เป็นจำนวนมาก แล้วนำติดตัวไปไม่ได้ ได้ชื่อว่าไม่ฉลาดเลย เศรษฐี จึงคิดใหม่ว่า เมื่อนำติดตัวไปไม่ได้ ควรนำมาใช้ให้หมด เมื่อคิดเช่น นั้นแล้ว จึงให้บุคคลนำทรัพย์นั้นมาเป็นค่าเครื่องบริโภค คือค่า อาหารวันละแสนกหาปณะ (๑) รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในชีวิต ซึ่งล้วนแต่มีราคาแพงทั้งนั้น ความฟุ่มเฟือยของคันธเศรษฐีนั้น เป็นที่รู้กันไปทั่วเมืองพาราณสี ขนาดว่าเวลาจะรับประทานอาหาร ยังต้องเชิญให้คนมาดูเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะอาหารและอุปกรณ์ทุกอย่างล้วนแต่เป็นของดีมีราคาแพงทั้งสิ้น

วันหนึ่ง ชายตัดฟืนมาเที่ยวในเมืองเพื่อมาพบเพื่อน เพื่อน ก็บอกข่าวนี้ให้ทราบ แล้วชวนกันไปดูเศรษฐีบริโภค ซึ่งมีคนมุงดูอยู่ เป็นจำนวนมากแล้ว ขณะที่กำลังดูการบริโภคของเศรษฐีนั้น เขาเกิดความอยากกินอาหารเช่นนั้นบ้าง ขนาดที่ว่าไม่ได้ก็ยอมตายที เดียว จึงร้องขออาหารเศรษฐี เศรษฐีไม่ยอมให้ บอกว่า
"ถ้าให้ท่าน คนอื่นเขาก็จะขอบ้าง อาหารไม่ใช่ราคาเพียง เล็กน้อย มีราคาแพงเป็นแสนเชียวนะ"

ถึงขนาดนั้น ชายตัดฟืนก็ไม่อาจระงับความอยากในอาหารนั้นได้ จึงบอกเศรษฐีว่า ถ้าไม่ได้ เขาคงต้องตายแน่ เศรษฐีจึงบอกว่า

"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าเจ้าสามารถทำงานให้เราครบ ๓ ปีเต็ม เราจะให้อาหารถาดหนึ่ง ที่มีความประณีตเหมือนกันเลย" ด้วยความอยากบริโภคอาหาร ชายตัดฟืนจึงรับคำ ตั้งแต่นั้นมาเขา จึงได้ชื่อใหม่ว่า นายภัตตภติกะ แปลว่ารับจ้างทำงานเพื่ออาหาร เขาอยู่รับใช้เศรษฐี ๓ ปีเต็ม โดยไม่มีข้อบกพร่องเลยแม้แต่น้อย วันหนึ่งคนของเศรษฐีได้มารายงานว่า

"บัดนี้ชายตัดฟืนนั้น ทำงานครบ ๓ ปีแล้ว ท่านเศรษฐีจะให้ทำอย่างไร "

เศรษฐีจึงสั่งให้บริวารจัดของทุกอย่าง ทั้งเครื่องอาบน้ำ ทั้งผ้านุ่งห่มและอาหาร ในทำนองเดียวกันกับที่เศรษฐีได้ใช้ในวันนั้น พร้อมกับป่าวประกาศให้คนทั่วทั้งเมืองมาดูการบริโภคครั้งยิ่งใหญ่ ของชายตัดฟืนนั้น
ขณะที่เขากำลังเตรียมจะบริโภคนั่นเอง พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ ได้ตรวจดูว่าใครที่ควรจะไปโปรด ได้เห็นอุปนิสัยของชายตัดฟืนนั้น จึงเหาะมาแล้วยืนปรากฏอยู่เฉพาะหน้าของเขา ทันทีที่ชายตัดฟืนเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใสและคิดว่า กว่าเราจะได้กินอาหาร ที่ประณีตสักมื้อหนึ่ง ต้องทำงานให้เศรษฐีถึง ๓ ปี แสดงว่าในอดีต ชาตินั้น เราคงทำบุญมาน้อย ทำทานมาน้อย ชาตินี้จึงลำบากยากจน ถ้าเรากินอาหารนี้หมดภายในวันเดียว เราก็อิ่มเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเราถวายอาหารนี้แด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผลบุญ ที่เกิดจากการถวายของเรา จะส่งผลไปหลายภพหลายชาติ

เมื่อคิดได้ดังนี้ ชายตัดฟืนยิ่งมีความเลื่อมใสศรัทธามากขึ้น จึงน้อมถาดอาหารเข้าไปถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า พอถวายได้กึ่งหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ปิดบาตร แสดงให้ทราบว่าพอแล้ว แต่เขาขอร้องขึ้นอีกว่า
"อาหารมื้อนี้เพียงพอสำหรับคนๆ เดียวเท่านั้น ขอได้โปรด รับเถิด อย่าสงเคราะห์ข้าพเจ้าเพียงแค่ชาตินี้เลย ให้ช่วยสงเคราะห์ ถึงชาติหน้าด้วยเถิด"

พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเปิดบาตรแล้วรับจนหมด ชายตัดฟืนครั้นถวายอาหารเสร็จแล้ว ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า "อาหารนี้ข้าพเจ้าต้องทำงานถึง ๓ ปี จึงจะได้มา ด้วยอานุภาพผลแห่งทานนี้ ขอความสุขจงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้าในที่ที่เกิด แล้วทุกภพทุกชาติ และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเข้า ถึงแล้วด้วยเถิด"

ชายตัดฟืน แม้ตนเองเป็นคนรับใช้ที่ยากจนด้วยทรัพย์ แต่เมื่อถึงเวลาถวายทาน สามารถยกใจเอาชนะความตระหนี่ได้ เรียกว่า ได้ถวายสามีทานที่ประณีตกว่าที่ตนเองบริโภค พระปัจเจก- พุทธเจ้าครั้นรับอาหารแล้ว จึงให้พรว่า

"ขอสิ่งที่ท่านตั้งใจดีแล้ว ปรารถนาดีแล้ว จงสำเร็จอย่างบริบูรณ์ เหมือนพระจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญฉะนั้น"

ในขณะที่ชายตัดฟืนถวายอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้โดยยาก มหาชนที่มาดูการบริโภคของเขา ต่างก็ปีติยินดีในกิจที่ทำได้ยากนั้น จึงส่งเสียงสาธุการดังสนั่น จนได้ยินไปถึงเศรษฐี เศรษฐีคิดว่าชายตัดฟืนนั้นเป็นคนบ้านนอก คงกินอาหารไม่เป็น ทำให้คน ทั้งหลายหัวเราะเยาะเอา จึงส่งคนใช้ที่สนิทออกไปสืบดู
เมื่อคนใช้ออกไปดูทราบเหตุการณ์ทุกอย่างแล้ว จึงกลับมาบอกเรื่องนี้แก่เศรษฐี ครั้นเศรษฐีได้ยินแล้วเกิดความปีติตื้น ตันใจว่า "ชายคนนี้ทำสิ่งที่ทำได้โดยยาก เรามีสมบัติมากมายขนาดนี้ ยังไม่อาจทำได้เหมือนเขาเลย" เศรษฐีจึงให้คนใช้เรียกชายตัดฟืนมาพบ มอบทรัพย์ให้พันหนึ่ง และขอมีส่วนในบุญนั้นด้วย ชายตัดฟืนใจดี ได้อุทิศส่วนบุญให้เศรษฐี เศรษฐีจึงแบ่งทรัพย์ของตนให้เขาเป็นจำนวนมาก

การอุทิศส่วนบุญ หรือแบ่งส่วนบุญนั้น เราทุกคนสามารถทำได้ เมื่อเราได้สร้างบุญแล้ว ไปเจอคนที่รักที่ชอบพอกัน ก็แบ่งส่วนบุญให้แก่กันได้ อุปมาเหมือนเราจุดประทีปขึ้นมาดวง หนึ่ง แล้วมีคนอื่นๆ เอาด้ามประทีปมาจุดต่อจากเรา ด้วยการจุดต่อดวงประทีปนั้น มิได้ทำ ให้ประทีปของเราหมดไป แต่กลับมีแสงสว่างจากดวงประทีปด้ามอื่นๆ ที่สว่างเพิ่มมากขึ้นอีก มีแต่จะทำให้บริเวณนั้นสว่างไสวยิ่งขึ้น

การแบ่งส่วนบุญก็เปรียบได้ดังการให้จุดดวงประทีปต่อๆ กัน บุญย่อมไม่หมด มีแต่จะได้มากยิ่งๆ ขึ้นไป

เรื่องของชายตัดฟืนมิได้จบเพียงแค่นั้น ความดีของเขาเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว เมื่อพระราชาทรงทราบเรื่องราวของเขา ทรง ปีติยินดียิ่ง จึงให้เรียกมาพบ พระราชทานทรัพย์ให้พันหนึ่ง และขอ มีส่วนในบุญนั้น ชายตัดฟืนก็ยินดีแบ่งส่วนบุญให้ พระราชาจึงพระ ราชทานรางวัลอีกเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งพระราชทานตำแหน่ง เศรษฐีให้ด้วย เขาได้ชื่อว่า"ภัตตภติกเศรษฐี" ซึ่งแปลว่า เศรษฐีผู้รับจ้างเพื่ออาหาร

ภัตตภติกเศรษฐีได้ทำบุญเป็นอันมากตลอดชีวิต เมื่อละ โลกแล้วก็ไปสู่เทวโลก ครั้นถึงเวลาอันสมควร จึงได้มาเกิดในตระกูล อุปัฏฐากของพระสารีบุตรในเมืองสาวัตถี ได้ชื่อว่า สุขกุมาร เพราะ ในขณะที่เขาเกิดนั้น ทำให้ทุกคนในบ้านมีความสุขกันไปหมด

ต่อมาเมื่ออายุได้ ๗ ขวบ เกิดความศรัทธาที่จะบวช จึงขออนุญาตพ่อแม่บวชเป็นสามเณร ไม่นานนักก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้เอง

อามิสทาน

อามิสทาน คือการให้สิ่งของเป็นทาน เช่น สิ่งของที่เป็นปัจจัยสี่ หรือการให้ทานวัตถุ มีข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักอาศัย ประทีปโคมไฟ เป็นต้น

อามิสทาน แบ่งตามทายก คือ ผู้ให้ มี ๓ ประเภท ดังนี้

๑. ทานทาสะ บางทีเรียกว่า ทาสทาน หมายถึงการที่ทายกให้ของที่ด้อยกว่าของที่ตนบริโภคใช้สอยเอง เช่น เมื่อได้มะม่วงมา ๓ ผล ก็เลือกผลที่เล็กที่สุดให้ไป หรือได้ ๓ ผลที่มีขนาด เท่าๆ กัน ก็เลือกผลที่ไม่ชอบใจให้ไป การให้อย่างนี้ เรียกทาสทาน เพราะว่าใจของทายกตกเป็นทาสของความตระหนี่แล้วจึงให้ ดุจการให้สิ่งของแก่คนที่เป็นข้าทาสบริวาร ฉะนั้น

๒. ทานสหาย บางทีเรียกว่า สหายทาน หมายถึง ทายกให้ของที่เสมอกันกับที่ตนบริโภคใช้สอย ตนบริโภคใช้ของอย่างไร ถึงคราวจะให้ผู้อื่นก็ให้ของอย่างนั้น เช่น ได้มะม่วงมา ๓ ผล ก็ให้ผลที่ดี เช่นเดียวกับที่ตนจะบริโภค ดุจการให้สิ่งของแก่คนที่เป็นมิตร สหาย ฉะนั้น

๓. ทานสามี บางทีเรียกว่า สามีทาน หมายถึงทายกให้ของที่ดีประณีตกว่าของที่ตนบริโภคใช้สอย โดยเลือกเอาสิ่งของที่ดีที่สุดให้ไป ซึ่งชาวพุทธทั้งหลายเวลาจะให้ ก็ให้สามีทานเป็นส่วนมาก เช่น เวลาจะตักบาตรพระ จะคดข้าวปากหม้อ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุด เอาไว้ถวายพระก่อน หรือเวลาเลี้ยงพระภิกษุสามเณร จะตกแต่งข้าวปลาอาหารอย่างประณีต บรรจงกว่าที่ตนเองบริโภค ถวายท่าน หรือเวลาที่จะให้ของแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง แม้ว่าจะมีฐานะเสมอ หรือต่ำกว่าเรา ก็เลือกของที่ดีที่ชอบใจให้ไป อย่างนี้เรียกสามีทาน เพราะใจของผู้ให้เอาชนะความตระหนี่ เป็นนาย เป็นเจ้าของ เป็น อิสระ แล้วจึงให้ทาน ดุจให้สิ่งของแก่คนที่ตนเคารพ หรือมีพระคุณ แก่ตน เช่น บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ ฉะนั้น

ผู้ให้ใดที่มีจิตใจชนะความตระหนี่ คือความตระหนี่ไม่สามารถครอบงำได้ มีการสั่ง สมการให้ทานสามีอยู่เสมอ จนมีคุณธรรมนี้ติดตัว ท่านเรียกผู้ให้นั้นว่า ทานบดี แปลว่าผู้เป็นใหญ่ในทาน กล่าวคือเป็นผู้มีจิตใจที่ไม่ถูกความตระหนี่ครอบงำ เป็นอิสระในทานนั้น ไม่ ตกเป็นทาส หรือสหายของความตระหนี่ แต่เป็นใหญ่ในทานนั้นสม่ำเสมอทุกเวลา

ทานสามี มีอานิสงส์อย่างยิ่ง เพราะผู้ให้สามารถยกใจของตนเองให้สูงกว่าทานนั้น ดังเรื่องของ "ชายตัดฟืน" ผู้ได้อาหาร ที่ประณีตดีเลิศมาด้วยความยากลำบาก แต่เขาสามารถขจัดความ ตระหนี่ออกจากใจได้ ถวายทานนั้นแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงได้รับผลบุญทันตาเห็น ดังเรื่องต่อไปนี้ (อ่านบทต่อไป)

ประเภทของทาน

ทานแบ่งตามวัตถุ คือ สิ่งของที่จะให้ มี ๒ ประเภทคือ
๑. อามิสทาน การให้อามิส คือการให้วัตถุสิ่งของต่างๆ เป็นทาน
๒. ธรรมทาน การให้ธรรมะ คือการให้ความรู้ ความถูก ต้องดีงาม เป็นทาน

วัตถุประสงค์ของทาน

แบ่งตามลักษณะของการให้ ที่ประพฤติปฏิบัติกัน มี ๔ อย่างคือ
๑. การให้เพื่อชำระกิเลส คือความตระหนี่ในใจของผู้ให้ เรียกว่า บริจาคทาน หมายถึง การให้ด้วยการเสียสละเพื่อกำจัดความขุ่นมัวแห่งจิต โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้รับจะเป็นใครก็ตาม การให้แบบนี้ได้บุญมากที่สุด ยิ่งเรามีใจที่บริสุทธิ์ และให้แก่ผู้ที่บริสุทธิ์มาก ยิ่งได้บุญมาก

๒. การให้เพื่อตอบแทนคุณความดี เรียกว่า ปฏิการทาน หมายถึงการให้เพื่อตอบแทนหรือบูชาคุณความดีแก่ผู้ที่มีคุณธรรม สูงกว่า หรือผู้ที่มีอุปการะแก่ตน การให้แบบนี้ผู้ให้อาจจะไม่นึกถึงบุญ แต่นึกถึงเฉพาะคุณความดีของท่าน เช่น การให้สิ่งของแด่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และบุคคลต่างๆ เป็นต้น แต่ถ้าเราให้เพื่อการบูชา คุณความดี และนึกถึงบุญด้วย ย่อมมีผลานิสงส์มาก

๓. การให้เพื่อสงเคราะห์ เรียกว่า สังคหทาน หมายถึง การให้เพื่อผูกมิตร ยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน ในกลุ่มคนที่มีความเกี่ยว ข้องสัมพันธ์กับตน ไม่ว่าจะเป็นโดยส่วนตัว หรือโดยหน้าที่การงาน ก็ตาม โดยมุ่งที่จะให้เกิดคุณประโยชน์แก่ผู้รับเป็นสำคัญ

๔. การให้เพื่ออนุเคราะห์ เรียกว่า อนุคหทาน หมายถึงการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลแก่คนยากจน ด้วยจิตเมตตาสงสาร เมื่อเห็นเขาตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร จะมีความเกี่ยว ข้องสัมพันธ์กับตนหรือไม่ก็ตาม ก็อนุเคราะห์ช่วยเหลือตามกำลัง

ทาน คือ อะไร

ความหมายของ "ทาน" ที่เราทราบโดยทั่วไปนั้น หมายถึง การให้

(๑) ได้แก่ การเสียสละสิ่งของต่างๆ ของตน หรือให้ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น
การให้นั้นจะให้ผลดีเต็มที่ เมื่อผู้ให้สามารถเอาชนะใจตนเอง ขจัดความตระหนี่ ออกไปจากใจได้ คือให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผลตอบแทนจากผู้รับ ขอเพียงให้ได้บุญกุศล และความสบายใจเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีความหมายของทาน ในลักษณะอื่นอีก ได้แก่
วัตถุทาน

(๒) หมายถึงวัตถุสิ่งของที่ให้เป็นทาน เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ยานพาหนะ ดอกไม้ ที่นั่ง ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีปโคมไฟ เป็นต้น

เจตนาทาน (๑) หมายถึงความคิดความตั้งใจที่เป็นเหตุให้บริจาคทาน ทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้แล้ว

วิรัติทาน (๒) หมายถึงการให้ โดยงดเว้นจากการเบียด เบียน รังแกกัน หรือหมายถึงการให้ความปลอดภัย ให้อภัย (อภัย- ทาน) ซึ่งก็คือการให้ที่เป็นผลจากการรักษาศีลนั่นเอง เช่น เมื่อเรารักษาศีลข้อที่ ๑ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ย่อมได้ชื่อว่า เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นต้น

ทาน มีความหมายหลายอย่างดังกล่าวมาแล้ว แต่ที่จะกล่าวต่อไป จะมุ่งถึงทาน (การให้) วัตถุทาน และเจตนาทาน เป็นส่วนใหญ่ ส่วนวิรัติทานนั้นจะกล่าวในเรื่องศีลในหนังสือเล่มต่อไป

อนึ่ง มีการให้บางอย่างที่เราพบเห็นโดยทั่วไป คือการให้ ที่หวังผลประโยชน์ตอบแทนแก่ตน เช่น ให้ข้าวแก่สุนัข หวังว่ามันจะเฝ้าบ้านให้เรา ให้อาหารเลี้ยงวัว หวังจะได้น้ำนมจากมัน หรือ ทำผิดกฎหมาย แล้วให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อให้ตนพ้นผิด ฯลฯ การให้ในลักษณะเช่นนี้ในทางพระพุทธศาสนา ไม่จัดว่าเป็นทาน
ผู้คนมักจะใช้สำนวน "ทำบุญ ทำทาน" คู่กัน แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจความหมายที่แท้จริง บุญ คือสิ่งที่ทำให้คุณภาพจิตดีขึ้น มีความสบาย สงบ สะอาด สว่าง เป็นสุข ตรงกันข้ามกับบาป บาป คือสิ่งที่ทำให้คุณภาพจิตเสียไป มีความไม่สบาย เดือด ร้อน เศร้าหมอง เป็นทุกข์

ดังนั้น ทำบุญ จึงหมายถึงการทำคุณภาพของจิตให้ดีขึ้น คือการทำความดี มีการให้ เป็นต้น
วิธีการทำบุญนั้นมีถึง ๑๐ วิธี (บุญกิริยาวัตถุ ๑๐) ดังต่อไปนี้ คือ

๑. ทานมัย บุญที่สำเร็จด้วยการให้
๒. สีลมัย บุญที่สำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. ภาวนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการเจริญสมาธิภาวนา
๔. อปจายนมัย บุญที่สำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน
๕. เวยยาวัจจมัย บุญที่สำเร็จด้วยการให้ความช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานที่ถูกที่ควร
๖. ปัตติทานมัย บุญที่สำเร็จด้วยการอุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้อื่น
๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการอนุโมทนา(แสดงความยินดี) ในการทำบุญกุศล หรือการทำความดีของผู้อื่น
๘. ธัมมัสสวนมัย บุญที่สำเร็จด้วยการฟังธรรม
๙. ธัมมเทสนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการแสดงธรรม
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ บุญที่สำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้องดีงาม ตรงตามความเป็นจริง
หรือสามารถย่อให้ง่ายขึ้น เป็น บุญกิริยาวัตถุ ๓ (๑) คือ ทาน ศีล ภาวนา ก็ได้ โดยจัดเป็น

ทาน ประกอบด้วย ทานมัย ปัตติทานมัย และปัตตานุโมทนามัย
ศีล ประกอบด้วย สีลมัย อปจายนมัย เวยยาวัจจมัย
ภาวนา ประกอบด้วย ภาวนามัย ธัมมัสสวนมัย และธัมมเทสนามัย

ทิฏฏุชุกัมม์ จัดลงได้ทั้ง ทาน ศีล และภาวนา

ทาน หรือ การให้ เป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ จึงนับว่าเป็นการทำบุญ เพราะ "บุญ" คือการทำความดี การให้จึงเป็นหนึ่งในการทำความดี แต่ส่วนมากเราใช้แทนกันจนคุ้นชิน โดยเวลา ถวายของแด่พระภิกษุสงฆ์ เรามักจะเรียกกันติดปากว่า "ทำบุญ" เพราะจิตใจของผู้ให้ มีความศรัทธา ต้องการบุญกุศล จึงให้เพื่อชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ แต่เมื่อให้ของแก่คนยากจน หรือคนที่มีฐานะต่ำกว่า ด้อยกว่าตน มักจะเรียกว่า "ทำทาน" เพราะจิตใจของผู้ให้มุ่งสงเคราะห์ อนุเคราะห์แก่คนยากจน