วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ชายตัดฟืน

ในครั้งอดีตกาล มีเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อคันธเศรษฐี ทราบว่ามีสมบัติอยู่ในสกุลเป็นอันมาก เขาเห็นว่าทรัพย์ที่บรรพบุรุษสั่งสม ไว้เหล่านั้น เมื่อตายแล้วก็เอาติดตัวไปไม่ได้ คนที่แสวงหาทรัพย์ไว้ เป็นจำนวนมาก แล้วนำติดตัวไปไม่ได้ ได้ชื่อว่าไม่ฉลาดเลย เศรษฐี จึงคิดใหม่ว่า เมื่อนำติดตัวไปไม่ได้ ควรนำมาใช้ให้หมด เมื่อคิดเช่น นั้นแล้ว จึงให้บุคคลนำทรัพย์นั้นมาเป็นค่าเครื่องบริโภค คือค่า อาหารวันละแสนกหาปณะ (๑) รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในชีวิต ซึ่งล้วนแต่มีราคาแพงทั้งนั้น ความฟุ่มเฟือยของคันธเศรษฐีนั้น เป็นที่รู้กันไปทั่วเมืองพาราณสี ขนาดว่าเวลาจะรับประทานอาหาร ยังต้องเชิญให้คนมาดูเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะอาหารและอุปกรณ์ทุกอย่างล้วนแต่เป็นของดีมีราคาแพงทั้งสิ้น

วันหนึ่ง ชายตัดฟืนมาเที่ยวในเมืองเพื่อมาพบเพื่อน เพื่อน ก็บอกข่าวนี้ให้ทราบ แล้วชวนกันไปดูเศรษฐีบริโภค ซึ่งมีคนมุงดูอยู่ เป็นจำนวนมากแล้ว ขณะที่กำลังดูการบริโภคของเศรษฐีนั้น เขาเกิดความอยากกินอาหารเช่นนั้นบ้าง ขนาดที่ว่าไม่ได้ก็ยอมตายที เดียว จึงร้องขออาหารเศรษฐี เศรษฐีไม่ยอมให้ บอกว่า
"ถ้าให้ท่าน คนอื่นเขาก็จะขอบ้าง อาหารไม่ใช่ราคาเพียง เล็กน้อย มีราคาแพงเป็นแสนเชียวนะ"

ถึงขนาดนั้น ชายตัดฟืนก็ไม่อาจระงับความอยากในอาหารนั้นได้ จึงบอกเศรษฐีว่า ถ้าไม่ได้ เขาคงต้องตายแน่ เศรษฐีจึงบอกว่า

"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าเจ้าสามารถทำงานให้เราครบ ๓ ปีเต็ม เราจะให้อาหารถาดหนึ่ง ที่มีความประณีตเหมือนกันเลย" ด้วยความอยากบริโภคอาหาร ชายตัดฟืนจึงรับคำ ตั้งแต่นั้นมาเขา จึงได้ชื่อใหม่ว่า นายภัตตภติกะ แปลว่ารับจ้างทำงานเพื่ออาหาร เขาอยู่รับใช้เศรษฐี ๓ ปีเต็ม โดยไม่มีข้อบกพร่องเลยแม้แต่น้อย วันหนึ่งคนของเศรษฐีได้มารายงานว่า

"บัดนี้ชายตัดฟืนนั้น ทำงานครบ ๓ ปีแล้ว ท่านเศรษฐีจะให้ทำอย่างไร "

เศรษฐีจึงสั่งให้บริวารจัดของทุกอย่าง ทั้งเครื่องอาบน้ำ ทั้งผ้านุ่งห่มและอาหาร ในทำนองเดียวกันกับที่เศรษฐีได้ใช้ในวันนั้น พร้อมกับป่าวประกาศให้คนทั่วทั้งเมืองมาดูการบริโภคครั้งยิ่งใหญ่ ของชายตัดฟืนนั้น
ขณะที่เขากำลังเตรียมจะบริโภคนั่นเอง พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ ได้ตรวจดูว่าใครที่ควรจะไปโปรด ได้เห็นอุปนิสัยของชายตัดฟืนนั้น จึงเหาะมาแล้วยืนปรากฏอยู่เฉพาะหน้าของเขา ทันทีที่ชายตัดฟืนเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใสและคิดว่า กว่าเราจะได้กินอาหาร ที่ประณีตสักมื้อหนึ่ง ต้องทำงานให้เศรษฐีถึง ๓ ปี แสดงว่าในอดีต ชาตินั้น เราคงทำบุญมาน้อย ทำทานมาน้อย ชาตินี้จึงลำบากยากจน ถ้าเรากินอาหารนี้หมดภายในวันเดียว เราก็อิ่มเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเราถวายอาหารนี้แด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผลบุญ ที่เกิดจากการถวายของเรา จะส่งผลไปหลายภพหลายชาติ

เมื่อคิดได้ดังนี้ ชายตัดฟืนยิ่งมีความเลื่อมใสศรัทธามากขึ้น จึงน้อมถาดอาหารเข้าไปถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า พอถวายได้กึ่งหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ปิดบาตร แสดงให้ทราบว่าพอแล้ว แต่เขาขอร้องขึ้นอีกว่า
"อาหารมื้อนี้เพียงพอสำหรับคนๆ เดียวเท่านั้น ขอได้โปรด รับเถิด อย่าสงเคราะห์ข้าพเจ้าเพียงแค่ชาตินี้เลย ให้ช่วยสงเคราะห์ ถึงชาติหน้าด้วยเถิด"

พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเปิดบาตรแล้วรับจนหมด ชายตัดฟืนครั้นถวายอาหารเสร็จแล้ว ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า "อาหารนี้ข้าพเจ้าต้องทำงานถึง ๓ ปี จึงจะได้มา ด้วยอานุภาพผลแห่งทานนี้ ขอความสุขจงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้าในที่ที่เกิด แล้วทุกภพทุกชาติ และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเข้า ถึงแล้วด้วยเถิด"

ชายตัดฟืน แม้ตนเองเป็นคนรับใช้ที่ยากจนด้วยทรัพย์ แต่เมื่อถึงเวลาถวายทาน สามารถยกใจเอาชนะความตระหนี่ได้ เรียกว่า ได้ถวายสามีทานที่ประณีตกว่าที่ตนเองบริโภค พระปัจเจก- พุทธเจ้าครั้นรับอาหารแล้ว จึงให้พรว่า

"ขอสิ่งที่ท่านตั้งใจดีแล้ว ปรารถนาดีแล้ว จงสำเร็จอย่างบริบูรณ์ เหมือนพระจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญฉะนั้น"

ในขณะที่ชายตัดฟืนถวายอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้โดยยาก มหาชนที่มาดูการบริโภคของเขา ต่างก็ปีติยินดีในกิจที่ทำได้ยากนั้น จึงส่งเสียงสาธุการดังสนั่น จนได้ยินไปถึงเศรษฐี เศรษฐีคิดว่าชายตัดฟืนนั้นเป็นคนบ้านนอก คงกินอาหารไม่เป็น ทำให้คน ทั้งหลายหัวเราะเยาะเอา จึงส่งคนใช้ที่สนิทออกไปสืบดู
เมื่อคนใช้ออกไปดูทราบเหตุการณ์ทุกอย่างแล้ว จึงกลับมาบอกเรื่องนี้แก่เศรษฐี ครั้นเศรษฐีได้ยินแล้วเกิดความปีติตื้น ตันใจว่า "ชายคนนี้ทำสิ่งที่ทำได้โดยยาก เรามีสมบัติมากมายขนาดนี้ ยังไม่อาจทำได้เหมือนเขาเลย" เศรษฐีจึงให้คนใช้เรียกชายตัดฟืนมาพบ มอบทรัพย์ให้พันหนึ่ง และขอมีส่วนในบุญนั้นด้วย ชายตัดฟืนใจดี ได้อุทิศส่วนบุญให้เศรษฐี เศรษฐีจึงแบ่งทรัพย์ของตนให้เขาเป็นจำนวนมาก

การอุทิศส่วนบุญ หรือแบ่งส่วนบุญนั้น เราทุกคนสามารถทำได้ เมื่อเราได้สร้างบุญแล้ว ไปเจอคนที่รักที่ชอบพอกัน ก็แบ่งส่วนบุญให้แก่กันได้ อุปมาเหมือนเราจุดประทีปขึ้นมาดวง หนึ่ง แล้วมีคนอื่นๆ เอาด้ามประทีปมาจุดต่อจากเรา ด้วยการจุดต่อดวงประทีปนั้น มิได้ทำ ให้ประทีปของเราหมดไป แต่กลับมีแสงสว่างจากดวงประทีปด้ามอื่นๆ ที่สว่างเพิ่มมากขึ้นอีก มีแต่จะทำให้บริเวณนั้นสว่างไสวยิ่งขึ้น

การแบ่งส่วนบุญก็เปรียบได้ดังการให้จุดดวงประทีปต่อๆ กัน บุญย่อมไม่หมด มีแต่จะได้มากยิ่งๆ ขึ้นไป

เรื่องของชายตัดฟืนมิได้จบเพียงแค่นั้น ความดีของเขาเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว เมื่อพระราชาทรงทราบเรื่องราวของเขา ทรง ปีติยินดียิ่ง จึงให้เรียกมาพบ พระราชทานทรัพย์ให้พันหนึ่ง และขอ มีส่วนในบุญนั้น ชายตัดฟืนก็ยินดีแบ่งส่วนบุญให้ พระราชาจึงพระ ราชทานรางวัลอีกเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งพระราชทานตำแหน่ง เศรษฐีให้ด้วย เขาได้ชื่อว่า"ภัตตภติกเศรษฐี" ซึ่งแปลว่า เศรษฐีผู้รับจ้างเพื่ออาหาร

ภัตตภติกเศรษฐีได้ทำบุญเป็นอันมากตลอดชีวิต เมื่อละ โลกแล้วก็ไปสู่เทวโลก ครั้นถึงเวลาอันสมควร จึงได้มาเกิดในตระกูล อุปัฏฐากของพระสารีบุตรในเมืองสาวัตถี ได้ชื่อว่า สุขกุมาร เพราะ ในขณะที่เขาเกิดนั้น ทำให้ทุกคนในบ้านมีความสุขกันไปหมด

ต่อมาเมื่ออายุได้ ๗ ขวบ เกิดความศรัทธาที่จะบวช จึงขออนุญาตพ่อแม่บวชเป็นสามเณร ไม่นานนักก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้เอง

ไม่มีความคิดเห็น: